162 จำนวนผู้เข้าชม |
2. รายละเอียดเนื้อหา
ทำความเข้าใจกับ Raw Water Analysis
Raw Water Analysis หรือการวิเคราะห์น้ำดิบ คือกระบวนการตรวจสอบและวัดค่าพารามิเตอร์ต่างๆ ของน้ำที่ยังไม่ผ่านการบำบัดหรือปรับปรุงคุณภาพใดๆ น้ำดิบนี้อาจมาจากแหล่งต่างๆ เช่น น้ำประปา น้ำบาดาล น้ำผิวดิน หรือน้ำจากแหล่งธรรมชาติอื่นๆ การวิเคราะห์น้ำดิบจะช่วยให้เราเข้าใจถึงองค์ประกอบทางเคมี คุณสมบัติทางกายภาพ และลักษณะทางชีวภาพของน้ำก่อนที่จะนำไปใช้งานหรือบำบัด
ความแตกต่างระหว่างแหล่งน้ำดิบแต่ละแหล่งน้ำมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป:
· น้ำประปา: แม้จะผ่านการบำบัดจากการประปาแล้ว แต่ยังอาจมีคลอรีนตกค้าง แร่ธาตุที่ละลายอยู่ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงคุณภาพตามฤดูกาลหรือพื้นที่
· น้ำบาดาล: มักมีแร่ธาตุสูง โดยเฉพาะแคลเซียม แมกนีเซียม และเหล็ก อาจมีความกระด้างสูง และมีโอกาสปนเปื้อนโลหะหนัก
· น้ำผิวดิน: มีความแปรปรวนสูง ได้รับอิทธิพลจากสภาพอากาศ มีโอกาสปนเปื้อนสารอินทรีย์ ตะกอน และจุลินทรีย์
ความสำคัญของ Baseline Testing
Baseline Testing หรือการทดสอบค่าพื้นฐาน คือการวิเคราะห์น้ำดิบครั้งแรกอย่างละเอียดและครบถ้วน เพื่อสร้าง "จุดอ้างอิง" สำหรับการเปรียบเทียบในอนาคต การทดสอบนี้มีความสำคัญหลายประการ:
1. การออกแบบระบบบำบัดที่เหมาะสม
ข้อมูลจาก Baseline Testing เป็นพื้นฐานในการเลือกเทคโนโลยีบำบัดน้ำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานประกอบการของคุณ ตามหลักการของ American Water Works Association (AWWA) การเลือกระบบบำบัดที่ไม่สอดคล้องกับคุณภาพน้ำดิบอาจทำให้เกิดปัญหาดังนี้:
· ประสิทธิภาพการทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน
· อายุการใช้งานของอุปกรณ์สั้นลง
· ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงขึ้น
· คุณภาพน้ำผลิตไม่ตรงตามความต้องการ
2. การป้องกันปัญหาก่อนเกิด
การทราบคุณสมบัติของน้ำดิบตั้งแต่แรก ช่วยให้คุณสามารถคาดการณ์และป้องกันปัญหาต่างๆ เช่น:
· การเกิดตะกรัน (Scaling): หากน้ำมีความกระด้างสูง มีแคลเซียมและแมกนีเซียมมาก จะเกิดการสะสมตะกรันในท่อและอุปกรณ์
· การกัดกร่อน (Corrosion): น้ำที่มีค่า pH ต่ำหรือมีคลอไรด์สูง อาจทำให้เกิดการกัดกร่อนของโลหะ
· การเจริญเติบโตของจุลินทรีย์: น้ำที่มีสารอินทรีย์หรือสารอาหารสูง อาจเกิดการเจริญของแบคทีเรียและสาหร่าย
· การอุดตันของตัวกรอง: น้ำที่มีตะกอนแขวนลอยหรือเหล็กสูง อาจทำให้ตัวกรองอุดตันเร็ว
3. การวางแผนบำรุงรักษา
ข้อมูลจาก Baseline Testing ช่วยให้คุณวางแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณสามารถกำหนดความถี่ในการเปลี่ยนไส้กรอง การล้างระบบ และการตรวจสอบอุปกรณ์ตามลักษณะของน้ำดิบ
4. การควบคุมคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
Baseline Testing เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับโปรแกรมการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง (Water Quality Monitoring Program) การเปรียบเทียบผลการทดสอบปัจจุบันกับค่า baseline จะช่วยให้คุณตรวจพบการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำได้อย่างรวดเร็ว
พารามิเตอร์สำคัญที่ควรวิเคราะห์
การทำ Baseline Testing ที่ครบถ้วนควรครอบคลุมพารามิเตอร์หลักดังต่อไปนี้:
พารามิเตอร์ทางกายภาพ
1. ความขุ่น (Turbidity)
ความขุ่นเป็นการวัดปริมาณอนุภาคแขวนลอยในน้ำ วัดในหน่วย NTU (Nephelometric Turbidity Units) น้ำที่มีความขุ่นสูงจะ:
· ทำให้ตัวกรองอุดตันเร็ว
· ลดประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อด้วย UV
· ส่งผลต่อรสชาติและความสะอาดของน้ำ
ค่ามาตรฐาน: น้ำประปาควรมีค่าไม่เกิน 5 NTU ตามมาตรฐานของ WHO และไม่เกิน 4 NTU ตามมาตรฐานของ US EPA
2. สี (Color)
สีของน้ำบ่งบอกถึงการปนเปื้อนของสารอินทรีย์ โลหะ หรือสิ่งเจือปน วัดในหน่วย TCU (True Color Units) หรือ Pt-Co units น้ำดื่มควรมีค่าไม่เกิน 15 TCU
3. กลิ่นและรส (Odor and Taste)
แม้จะเป็นการประเมินเชิงคุณภาพ แต่กลิ่นและรสเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญของการปนเปื้อนสารอินทรีย์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือสารเคมีอื่นๆ
4. อุณหภูมิ (Temperature)
อุณหภูมิของน้ำมีผลต่อ:
· การละลายของออกซิเจนและก๊าซอื่นๆ
· อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
· การเจริญเติบโตของจุลินทรีย์
· ประสิทธิภาพของสารเคมีบำบัด
พารามิเตอร์ทางเคมี
1. ค่า pH
pH เป็นค่าที่บ่งบอกความเป็นกรด-ด่างของน้ำ มีช่วงค่า 0-14 โดย:
· pH < 7 เป็นกรด
· pH = 7 เป็นกลาง
· pH > 7 เป็นด่าง
ความสำคัญของ pH:
· น้ำที่มี pH ต่ำ (< 6.5) มีแนวโน้มกัดกร่อนโลหะ
· น้ำที่มี pH สูง (> 8.5) มีแนวโน้มเกิดตะกรัน
· pH มีผลต่อประสิทธิภาพของการฆ่าเชื้อและการตกตะกอน
ค่ามาตรฐาน: น้ำดื่มควรอยู่ในช่วง 6.5-8.5 ตามมาตรฐาน WHO และ 6.5-9.0 ตามมาตรฐานน้ำประปาของไทย
2. ค่าการนำไฟฟ้า (Electrical Conductivity - EC)
EC เป็นการวัดความสามารถในการนำไฟฟ้าของน้ำ บ่งบอกถึงปริมาณไอออนที่ละลายอยู่ทั้งหมด วัดในหน่วย µS/cm หรือ mS/cm
· น้ำบริสุทธิ์มีค่า EC ต่ำ (< 50 µS/cm)
· น้ำประปาทั่วไปมีค่า 50-800 µS/cm
· น้ำบาดาลอาจมีค่าสูงถึง 1,000-3,000 µS/cm
3. ของแข็งละลายทั้งหมด (Total Dissolved Solids - TDS)
TDS เป็นการวัดปริมาณสารที่ละลายน้ำทั้งหมด รวมแร่ธาตุ เกลือ และโลหะ วัดในหน่วย mg/L หรือ ppm
ความสัมพันธ์: TDS (mg/L) ≈ EC (µS/cm) × 0.55-0.70
การจำแนกน้ำตาม TDS:
· น้ำจืดบริสุทธิ์: < 100 mg/L
· น้ำดื่มคุณภาพดี: 100-300 mg/L
· น้ำประปาทั่วไป: 300-600 mg/L
· น้ำกระด้างปานกลาง: 600-1,000 mg/L
· น้ำกระด้างมาก: > 1,000 mg/L
ค่ามาตรฐาน: น้ำดื่มควรมีค่าไม่เกิน 1,000 mg/L ตามมาตรฐาน WHO แต่ค่าที่แนะนำสำหรับรสชาติที่ดีคือ < 600 mg/L
4. ความกระด้าง (Hardness)
ความกระด้างเกิดจากแคลเซียม (Ca²⁺) และแมกนีเซียม (Mg²⁺) ที่ละลายอยู่ในน้ำ วัดในหน่วย mg/L as CaCO₃
การจำแนกน้ำตามความกระด้าง:
· น้ำอ่อน (Soft): 0-60 mg/L
· น้ำกระด้างปานกลาง (Moderately Hard): 61-120 mg/L
· น้ำกระด้าง (Hard): 121-180 mg/L
· น้ำกระด้างมาก (Very Hard): > 180 mg/L
ผลกระทบของความกระด้าง:
· ทำให้เกิดตะกรันในท่อ หม้อต้ม และอุปกรณ์ทำความร้อน
· ลดประสิทธิภาพของสบู่และผงซักฟอก
· ก่อให้เกิดคราบน้ำแข็งบนพื้นผิว
· เพิ่มการใช้พลังงานในการทำความร้อน
5. ความเป็นด่าง (Alkalinity)
ความเป็นด่างเป็นการวัดความสามารถของน้ำในการต้านทานการเปลี่ยนแปลงค่า pH (Buffer Capacity) เกิดจากไบคาร์บอเนต (HCO₃⁻) คาร์บอเนต (CO₃²⁻) และไhydroxide (OH⁻) วัดในหน่วย mg/L as CaCO₃
ช่วงค่าทั่วไป:
· น้ำธรรมชาติ: 20-200 mg/L
· น้ำบาดาล: อาจสูงถึง 400-500 mg/L
ความสำคัญ:
· ช่วยรักษาเสถียรภาพของ pH
· ป้องกันการกัดกร่อน
· มีผลต่อกระบวนการตกตะกอนและการทำน้ำอ่อน
6. คลอรีน (Chlorine)
คลอรีนมักพบในน้ำประปาที่ใช้คลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อ มีทั้งคลอรีนอิสระ (Free Chlorine) และคลอรีนรวม (Total Chlorine)
· น้ำประปาทั่วไปมีคลอรีนตกค้าง: 0.2-1.0 mg/L
· คลอรีนส่วนเกินอาจทำให้เกิดกลิ่นและรสที่ไม่พึงประสงค์
· คลอรีนอาจทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์เกิดเป็น Trihalomethanes (THMs) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
7. แร่ธาตุและโลหะ
แร่ธาตุและโลหะที่สำคัญที่ควรวิเคราะห์:
· เหล็ก (Iron - Fe): ค่าที่แนะนำ < 0.3 mg/L
o ทำให้เกิดคราบสนิมสีน้ำตาล
o ทำให้น้ำมีสีและรสเหล็ก
o ส่งเสริมการเจริญของแบคทีเรียเหล็ก
· แมงกานีส (Manganese - Mn): ค่าที่แนะนำ < 0.1 mg/L
o ทำให้เกิดคราบสีดำ
o ส่งผลต่อรสชาติของน้ำ
· ทองแดง (Copper - Cu): ค่าที่แนะนำ < 1.0 mg/L
o ปริมาณสูงอาจเป็นพิษ
o บ่งบอกการกัดกร่อนของท่อทองแดง
· สังกะสี (Zinc - Zn): ค่าที่แนะนำ < 3.0 mg/L
o ปริมาณสูงทำให้รสชาติขม
o บ่งบอกการกัดกร่อนของท่อชุบสังกะสี
· ตะกั่ว (Lead - Pb): ค่าที่แนะนำ < 0.01 mg/L
o เป็นพิษต่อระบบประสาท โดยเฉพาะในเด็ก
o มักมาจากท่อตะกั่วเก่าหรือการบัดกรี
· โครเมียม (Chromium - Cr): ค่าที่แนะนำ < 0.05 mg/L
o โครเมียมชนิด hexavalent (Cr⁶⁺) เป็นสารก่อมะเร็ง
· สารหนู (Arsenic - As): ค่าที่แนะนำ < 0.01 mg/L
o เป็นพิษสูง สะสมในร่างกาย
o พบได้ในน้ำบาดาลบางพื้นที่
8. สารไนเตรตและไนไตรต์
· ไนเตรต (NO₃⁻): ค่าที่แนะนำ < 50 mg/L (as NO₃) หรือ < 11.3 mg/L (as NO₃-N)
o เกิดจากการปนเปื้อนจากปุ๋ย สิ่งปฏิกูล และของเสีย
o ปริมาณสูงอันตรายต่อทารกและเด็กเล็ก (Blue Baby Syndrome)
· ไนไตรต์ (NO₂⁻): ค่าที่แนะนำ < 3 mg/L (as NO₂) หรือ < 0.9 mg/L (as NO₂-N)
o มีพิษมากกว่าไนเตรต
o บ่งบอกการปนเปื้อนล่าสุด
9. คลอไรด์และซัลเฟต
· คลอไรด์ (Cl⁻): ค่าที่แนะนำ < 250 mg/L
o ทำให้น้ำมีรสเค็ม
o เร่งการกัดกร่อนโลหะ
o บ่งบอกการรุกล้ำของน้ำทะเล
· ซัลเฟต (SO₄²⁻): ค่าที่แนะนำ < 250 mg/L
o ทำให้น้ำมีรสขม
o ปริมาณสูงมีผลระบายท้อง
o ทำปฏิกิริยากับแคลเซียมเกิดตะกรัน
10. สารอินทรีย์
· TOC (Total Organic Carbon): วัดปริมาณคาร์บอนอินทรีย์ทั้งหมด
o บ่งบอกการปนเปื้อนสารอินทรีย์
o มีผลต่อรสชาติและกลิ่น
o เป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์
· COD (Chemical Oxygen Demand): วัดปริมาณออกซิเจนที่ใช้ในการออกซิไดซ์สารอินทรีย์
o บ่งบอกปริมาณสารอินทรีย์และอนินทรีย์ที่ถูกออกซิไดซ์ได้
11. ฟลูออไรด์ (Fluoride - F⁻)
ค่าที่แนะนำ: 0.5-1.5 mg/L
· ปริมาณพอเหมาะช่วยป้องกันฟันผุ
· ปริมาณสูง (> 1.5 mg/L) ทำให้เกิดฟันด่าง (Dental Fluorosis)
· ปริมาณสูงมาก (> 4 mg/L) ทำให้เกิดกระดูกพรุน (Skeletal Fluorosis)
12. ซิลิกา (Silica - SiO₂)
· พบได้ในน้ำบาดาลและน้ำผิวดิน
· ก่อให้เกิดตะกรันที่ยากต่อการกำจัด
· มีผลต่อการทำงานของเมมเบรน RO
พารามิเตอร์ทางชีวภาพ
1. จำนวนแบคทีเรียทั้งหมด (Total Coliform)
Total Coliform เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่ใช้เป็นตัวบ่งชี้การปนเปื้อนจากสิ่งปฏิกูล
ค่ามาตรฐาน: ไม่ควรตรวจพบในน้ำดื่ม (0 CFU/100 mL)
2. แบคทีเรียอีโคไล (E. coli)
E. coli เป็นตัวบ่งชี้โดยตรงของการปนเปื้อนจากอุจจาระมนุษย์หรือสัตว์
ค่ามาตรฐาน: ไม่ควรตรวจพบในน้ำดื่ม (0 CFU/100 mL)
3. จำนวนแบคทีเรีย Heterotrophic Plate Count (HPC)
HPC วัดจำนวนแบคทีเรียที่เจริญได้โดยทั่วไปในน้ำ
ค่าที่แนะนำ: < 500 CFU/mL สำหรับน้ำประปา
วิธีการเก็บตัวอย่างน้ำที่ถูกต้อง
ความถูกต้องของผลการวิเคราะห์ขึ้นอยู่กับวิธีการเก็บตัวอย่างที่เหมาะสม ต่อไปนี้เป็นแนวทางตามมาตรฐาน APHA (American Public Health Association):
การเตรียมตัว
1. เลือกจุดเก็บตัวอย่างที่เหมาะสม
o ควรเป็นจุดที่เป็นตัวแทนของน้ำดิบที่เข้าสู่ระบบ
o หลีกเลี่ยงจุดที่มีการผสมผสานหรือปนเปื้อน
o เก็บก่อนจุดบำบัดหรือปรับปรุงคุณภาพใดๆ
2. เตรียมภาชนะที่เหมาะสม
o ใช้ภาชนะพลาสติก HDPE หรือขวดแก้วสำหรับการวิเคราะห์ทั่วไป
o ใช้ขวดแก้วสีเข้มสำหรับการวิเคราะห์สารอินทรีย์
o ภาชนะต้องสะอาด ล้างด้วยกรดเจือจาง แล้วล้างด้วยน้ำกลั่น
o บางพารามิเตอร์ต้องใช้ภาชนะที่มีสารกันเสีย
ขั้นตอนการเก็บตัวอย่าง
1. ล้างท่อก่อนเก็บ
o เปิดน้ำทิ้งไป 3-5 นาที เพื่อให้ได้น้ำที่เป็นตัวแทนจากแหล่ง
o ไม่ควรเก็บจากน้ำที่ขังอยู่ในท่อ
2. ล้างภาชนะด้วยตัวอย่าง
o ล้างภาชนะ 2-3 ครั้งด้วยน้ำที่จะเก็บ
o ยกเว้นภาชนะที่มีสารกันเสีย
3. เก็บตัวอย่าง
o เปิดก็อกให้น้ำไหลเบาๆ
o เติมน้ำลงในภาชนะจนเต็ม หลีกเลี่ยงการเกิดฟอง
o สำหรับการวิเคราะห์ BOD และ DO ต้องไม่มีอากาศในภาชนะเลย
o ปิดฝาให้สนิท
4. บันทึกข้อมูล
o วันที่และเวลาที่เก็บตัวอย่าง
o สถานที่และจุดเก็บตัวอย่าง
o แหล่งที่มาของน้ำ
o สภาพอากาศ (ถ้าเกี่ยวข้อง)
· อุณหภูมิขณะเก็บตัวอย่าง
· ลักษณะปรากฏของน้ำ (สี กลิ่น ความขุ่น)
· ชื่อผู้เก็บตัวอย่าง
การเก็บรักษาและขนส่งตัวอย่าง
1. การควบคุมอุณหภูมิ
ตัวอย่างส่วนใหญ่ต้องเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4°C (ในกระติกน้ำแข็ง) เพื่อ:
· ชะลอการเจริญของจุลินทรีย์
· ลดอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
· ป้องกันการสูญเสียสารระเหย
2. การใช้สารกันเสีย (Preservatives)
บางพารามิเตอร์ต้องการสารกันเสียเฉพาะ:
· โลหะ: เติมกรดไนตริก (HNO₃) ให้ pH < 2
· ไนเตรต/ไนไตรต์: เก็บที่ 4°C โดยไม่ใช้สารกันเสีย
· BOD: เก็บที่ 4°C วิเคราะห์ภายใน 48 ชั่วโมง
· แอมโมเนีย: เติมกรดซัลฟิวริก (H₂SO₄) ให้ pH < 2
· TOC: เติมกรดฟอสฟอริก (H₃PO₄) หรือกรดซัลฟิวริก
3. ระยะเวลาเก็บรักษา แต่ละพารามิเตอร์มีระยะเวลาเก็บรักษาสูงสุด (Holding Time) ที่แตกต่างกัน:
4. การขนส่ง
· ใช้กระติกหรือกล่องโฟมใส่น้ำแข็ง
· จัดเรียงขวดให้มั่นคง ป้องกันการแตก
· ติดฉลากระบุว่าเป็น "Water Sample - Keep Cool"
· ส่งถึงห้องปฏิบัติการโดยเร็วที่สุด
ข้อควรระวังในการเก็บตัวอย่าง
1. หลีกเลี่ยงการปนเปื้อน
o ไม่สัมผัสปากขวดหรือด้านในของฝา
o ไม่ใช้มือเปียกจับขวดตัวอย่าง
o ไม่เปิดขวดทิ้งไว้โดยไม่จำเป็น
2. ความปลอดภัย
o สวมถุงมือและแว่นตาป้องกัน
o ระวังสารเคมีกันเสียที่เป็นกรด
o ปฏิบัติตาม MSDS (Material Safety Data Sheet)
3. การเก็บตัวอย่างซ้ำ
o ควรเก็บตัวอย่างซ้ำ (Duplicate) อย่างน้อย 10% ของจำนวนตัวอย่าง
o เก็บตัวอย่างควบคุม (Blank) เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อน
การเลือกห้องปฏิบัติการวิเคราะห์
การเลือกห้องปฏิบัติการที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของผลการวิเคราะห์
เกณฑ์การเลือกห้องปฏิบัติการ
1. การรับรองมาตรฐาน
ควรเลือกห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองจาก:
· ISO/IEC 17025: มาตรฐานสากลสำหรับความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบ
· กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (DMSc): สำหรับห้องปฏิบัติการในประเทศไทย
· กรมโรงงานอุตสาหกรรม: สำหรับการวิเคราะห์น้ำเสียอุตสาหกรรม
· US EPA Certification: สำหรับห้องปฏิบัติการที่ให้บริการในระดับสากล
2. ขอบข่ายการรับรอง (Scope of Accreditation)
ตรวจสอบว่าห้องปฏิบัติการได้รับการรับรองสำหรับพารามิเตอร์ที่คุณต้องการวิเคราะห์
· บางห้องปฏิบัติการอาจมีการรับรองเฉพาะพารามิเตอร์บางตัว
· ขอดูใบรับรอง (Certificate of Accreditation) และขอบข่ายการรับรอง
3. วิธีการวิเคราะห์
ห้องปฏิบัติการควรใช้วิธีมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ เช่น:
· Standard Methods for the Examination of Water and Wastewater (APHA-AWWA-WEF)
· US EPA Methods
· ASTM International Methods
· ISO Methods
4. ขีดความสามารถในการตรวจวัด
· Limit of Detection (LOD): ความเข้มข้นต่ำสุดที่ตรวจพบได้
· Limit of Quantification (LOQ): ความเข้มข้นต่ำสุดที่วัดได้อย่างแม่นยำ
· Measurement Range: ช่วงความเข้มข้นที่สามารถวัดได้
ตรวจสอบว่า LOD และ LOQ ของห้องปฏิบัติการเหมาะสมกับความต้องการของคุณ
5. ระยะเวลาดำเนินการ (Turnaround Time)
· ระยะเวลามาตรฐานในการส่งผล
· ความสามารถในการให้บริการด่วน (Rush Service)
· ความเหมาะสมกับความต้องการของคุณ
6. บริการเก็บตัวอย่าง
· บางห้องปฏิบัติการมีบริการส่งเจ้าหน้าที่มาเก็บตัวอย่าง
· ช่วยให้มั่นใจได้ว่าตัวอย่างถูกเก็บอย่างถูกต้อง
· เหมาะสำหรับองค์กรที่ไม่มีประสบการณ์ในการเก็บตัวอย่าง
การอ่านและตีความผลการวิเคราะห์
เมื่อได้รับรายงานผลการวิเคราะห์น้ำดิบ การตีความผลอย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
องค์ประกอบของรายงาน
รายงานการวิเคราะห์ที่ดีควรประกอบด้วย:
1. ข้อมูลทั่วไป
o หมายเลขตัวอย่าง (Sample ID)
o วันที่และเวลาที่เก็บตัวอย่าง
o วันที่และเวลาที่รับตัวอย่าง
o วันที่วิเคราะห์แต่ละพารามิเตอร์
o ผู้เก็บตัวอย่างและสถานที่เก็บ
2. ผลการวิเคราะห์
o ค่าที่วัดได้ของแต่ละพารามิเตอร์
o หน่วยการวัด
o วิธีการวิเคราะห์ที่ใช้
o Limit of Detection (LOD) หรือ Limit of Quantification (LOQ)
3. ค่ามาตรฐานอ้างอิง
o มาตรฐานน้ำดื่มของประเทศไทย
o มาตรฐาน WHO
o มาตรฐาน US EPA
o มาตรฐานเฉพาะของอุตสาหกรรม (ถ้ามี)
4. การรับรองคุณภาพ (QA/QC)
o ผล Blank sample
o ผล Duplicate sample
o % Recovery ของ Spiked sample
o ข้อมูล Calibration
5. หมายเหตุและข้อสังเกต
o ข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวอย่าง
o ข้อจำกัดในการวิเคราะห์
o คำแนะนำเบื้องต้น
การตีความผลการวิเคราะห์
1. เปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน
เปรียบเทียบผลการวิเคราะห์กับค่ามาตรฐานที่เกี่ยวข้อง:
· ค่าใดเกินมาตรฐาน → ต้องมีการปรับปรุงหรือบำบัด
· ค่าใดใกล้เคียงเกณฑ์ → ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
· ค่าใดอยู่ในเกณฑ์ดี → รักษาระดับไว้และติดตามเป็นระยะ
2. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพารามิเตอร์
พารามิเตอร์บางตัวมีความสัมพันธ์กัน:
· TDS vs EC: ควรมีความสัมพันธ์เชิงเส้น TDS ≈ 0.55-0.70 × EC
o ถ้าไม่สัมพันธ์กัน อาจบ่งบอกปัญหาในการวิเคราะห์
· Hardness vs Ca & Mg: Total Hardness ควรใกล้เคียง Ca Hardness + Mg Hardness
o ถ้าแตกต่างมาก อาจมีแร่ธาตุอื่นที่มีผล
· Alkalinity vs pH: Alkalinity สูงมักมากับ pH ที่สูง
o ช่วยบ่งบอกความสามารถในการรักษาเสถียรภาพ pH
· Fe & Mn: มักพบพร้อมกันในน้ำบาดาล
o ถ้าพบสูงควรตรวจสอบทั้งสองค่า
· Chloride vs TDS: Chloride สูงมักมากับ TDS สูง
o อาจบ่งบอกการรุกล้ำของน้ำทะเล
3. การระบุปัญหาเฉพาะ
จากผลการวิเคราะห์สามารถระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้:
ปัญหาการเกิดตะกรัน (Scaling)
· Hardness > 180 mg/L
· Alkalinity > 150 mg/L
· pH > 8.0
· Ca > 100 mg/L
· Silica > 50 mg/L
ปัญหาการกัดกร่อน (Corrosion)
· pH < 6.5
· Alkalinity < 50 mg/L
· Chloride > 250 mg/L
· TDS > 500 mg/L
· DO > 5 mg/L (สำหรับน้ำร้อน)
ปัญหาการเจริญของจุลินทรีย์
· TOC > 2 mg/L
· อุณหภูมิ > 25°C
· ไม่มีคลอรีนตกค้าง
· Stagnant water
ปัญหาการอุดตันของตัวกรอง
· Turbidity > 5 NTU
· Fe > 0.3 mg/L
· Mn > 0.1 mg/L
· TSS > 10 mg/L
· Silica > 50 mg/L
4. คำนวณดัชนีความเสถียรของน้ำ
Langelier Saturation Index (LSI)
LSI เป็นดัชนีที่บ่งบอกแนวโน้มของน้ำในการเกิดตะกรันหรือกัดกร่อน
LSI = pH - pHs
โดยที่ pHs (pH at saturation) คำนวณจาก: pHs = (9.3 + A + B) - (C + D)
A = (Log₁₀[TDS] - 1) / 10 B = -13.12 × Log₁₀(°C + 273) + 34.55 C = Log₁₀[Ca²⁺ as CaCO₃] - 0.4 D = Log₁₀[Alkalinity as CaCO₃]
การตีความ:
· LSI < -0.5: น้ำมีแนวโน้มกัดกร่อน
· LSI = -0.5 ถึง +0.5: น้ำมีความเสถียร
· LSI > +0.5: น้ำมีแนวโน้มเกิดตะกรัน
Ryznar Stability Index (RSI)
RSI = 2(pHs) - pH
การตีความ:
· RSI < 6.0: น้ำมีแนวโน้มเกิดตะกรันมาก
· RSI = 6.0-7.0: น้ำมีแนวโน้มเกิดตะกรันเล็กน้อย
· RSI = 7.0-8.0: น้ำมีความเสถียร
· RSI > 8.0: น้ำมีแนวโน้มกัดกร่อน
5. การระบุแหล่งปนเปื้อน
พารามิเตอร์บางตัวบ่งบอกแหล่งปนเปื้อนเฉพาะ:
· Nitrate/Nitrite สูง: ปุ๋ย สิ่งปฏิกูล ระบบบำบัดน้ำเสีย
· Chloride สูง + Hardness สูง: น้ำทะเลรุกล้ำ
· Fe/Mn สูง: ชั้นหินในธรณีวิทยา การกัดกร่อนท่อ
· Lead/Copper สูง: การกัดกร่อนของท่อประปา
· TOC สูง: การปนเปื้อนสารอินทรีย์จากพืชผัก อุตสาหกรรม
· Coliform Bacteria: ปนเปื้อนจากอุจจาระ ระบบบำบัดรั่วซึม
การนำผลการวิเคราะห์ไปใช้ประโยชน์
1. การออกแบบระบบบำบัดน้ำ
ผลการวิเคราะห์น้ำดิบเป็นข้อมูลสำคัญในการเลือกและออกแบบระบบบำบัดน้ำ
การเลือกเทคโนโลยีบำบัดตามปัญหาที่พบ

ลำดับการบำบัดน้ำ (Treatment Train)
การออกแบบระบบต้องเรียงลำดับกระบวนการอย่างถูกต้อง:
1. Pre-treatment: กรองตะกอน ปรับ pH
2. Primary Treatment: ทำน้ำอ่อน กำจัดเหล็ก/แมงกานีส
3. Secondary Treatment: RO, Deionization
4. Polishing: Activated Carbon, UV
5. Disinfection: Chlorination, UV
การคำนวณขนาดระบบ
ผลการวิเคราะห์ช่วยคำนวณ:
· ขนาดถังทำน้ำอ่อน (จาก Hardness และ flow rate)
· ปริมาณเรซินและเกลือที่ใช้
· กำลังการผลิตของเครื่อง RO
· ความถี่ในการ backwash ตัวกรอง
· ขนาด UV sterilizer (จาก flow rate และ Transmittance)
2. การวางแผนบำรุงรักษา
การกำหนดตารางบำรุงรักษา
ความถี่ในการบำรุงรักษาขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำดิบ:
ตัวกรองทราย/Multimedia Filter
· Turbidity < 5 NTU: Backwash ทุก 3-7 วัน
· Turbidity 5-20 NTU: Backwash ทุก 1-3 วัน
· Turbidity > 20 NTU: ควรมี Pre-filtration ก่อน
Water Softener
· Hardness < 120 mg/L: Regeneration ทุก 3-5 วัน
· Hardness 120-250 mg/L: Regeneration ทุก 1-3 วัน
· Hardness > 250 mg/L: Regeneration ทุกวัน
ระบบ RO
· TDS < 500 mg/L: ล้างเมมเบรนทุก 3-6 เดือน
· TDS 500-1000 mg/L: ล้างเมมเบรนทุก 1-3 เดือน
· TDS > 1000 mg/L: ล้างเมมเบรนทุกเดือน
Activated Carbon Filter
· TOC < 2 mg/L: เปลี่ยนคาร์บอนทุก 6-12 เดือน
· TOC 2-5 mg/L: เปลี่ยนคาร์บอนทุก 3-6 เดือน
· TOC > 5 mg/L: เปลี่ยนคาร์บอนทุก 1-3 เดือน
การเปลี่ยนอะไหล่และสิ้นเปลือง
วางแผนการจัดซื้ออะไหล่ล่วงหน้าตามการใช้งานจริง:
· ไส้กรองตะกอน
· เกลือสำหรับ Water Softener
· สารเคมีล้างเมมเบรน RO
· หลอด UV
· Activated Carbon
· เรซิน (อายุประมาณ 3-5 ปี)
3. การควบคุมคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
การจัดทำโปรแกรมตรวจสอบ (Monitoring Program)
หลังจากทำ Baseline Testing แล้ว ควรมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ:
การตรวจสอบภายในองค์กร (In-house Testing)
พารามิเตอร์ที่ควรตรวจทุกวัน:
· pH
· TDS / EC
· Chlorine residual
· Turbidity
· อุณหภูมิ
อุปกรณ์ที่ควรมี:
· pH meter / pH test strips
· TDS meter / EC meter
· Turbidity meter
· Chlorine test kit
การบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูล
· ใช้ Spreadsheet หรือซอฟต์แวร์เฉพาะทางในการบันทึกข้อมูล
· สร้างกราฟแสดงแนวโน้มของแต่ละพารามิเตอร์
· วิเคราะห์ความแปรปรวนตามฤดูกาล
· ตั้งค่า Alert เมื่อพารามิเตอร์ผิดปกติ
การตอบสนองเมื่อผลตรวจไม่ปกติ
สร้าง Standard Operating Procedure (SOP) สำหรับการจัดการเมื่อพบค่าผิดปกติ:
1. ยืนยันผลด้วยการตรวจซ้ำ
2. ตรวจสอบอุปกรณ์วัดและ calibration
3. เก็บตัวอย่างส่งห้องปฏิบัติการยืนยัน
4. วิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้
5. ดำเนินการแก้ไขตามแผนฉุกเฉิน
6. บันทึกและรายงานผู้เกี่ยวข้อง
7. ติดตามผลหลังแก้ไข
4. การประหยัดต้นทุน
การคำนวณต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน (Life Cycle Cost)
การลงทุนในการทำ Baseline Testing และออกแบบระบบที่เหมาะสมช่วยประหยัดต้นทุนระยะยาว:
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติโรงงานใช้น้ำ 100 ลูกบาศก์เมตร/วัน น้ำมี Hardness 300 mg/L
กรณีที่ 1: ไม่ทำ Baseline Testing และไม่ทำน้ำอ่อน
· ตะกรันสะสมในท่อและอุปกรณ์
· ประสิทธิภาพ Boiler ลดลง 15%
· ค่าพลังงานเพิ่มขึ้น 15%
· ต้องล้างตะกรันปีละ 2 ครั้ง @ 100,000 บาท
· อายุการใช้งาน Boiler ลดลง 30%
กรณีที่ 2: ทำ Baseline Testing และติดตั้ง Water Softener
· ต้นทุนเริ่มต้น:
· Baseline Testing: 15,000 บาท
· Water Softener (100 m³/day): 300,000 บาท
· รวมเริ่มต้น: 315,000 บาท
· ต้นทุนดำเนินงาน:
o เกลือ: 20,000 บาท/ปี
o บำรุงรักษา: 30,000 บาท/ปี
· ประหยัดต้นทุน:
o ประหยัดพลังงาน: 150,000 บาท/ปี
o ประหยัดค่าล้างตะกรัน: 200,000 บาท/ปี
o ยืดอายุอุปกรณ์: 100,000 บาท/ปี
ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) = 315,000 / (450,000 - 50,000) = 0.79 ปี หรือประมาณ 9.5 เดือน
การประหยัดสุทธิ 10 ปี = (400,000 × 10) - 315,000 - (50,000 × 10) = 3,185,000 บาท
การลดปัญหาหยุดเดินเครื่อง (Downtime)
น้ำดิบที่มีคุณภาพไม่เหมาะสมทำให้เกิดปัญหา:
· การอุดตันของท่อ → หยุดผลิต
· การชำรุดของอุปกรณ์ → ต้องซ่อม/เปลี่ยน
· คุณภาพผลิตภัณฑ์ไม่ผ่าน → ต้องผลิตใหม่
การลงทุนในระบบบำบัดน้ำที่เหมาะสมช่วยลด Downtime ได้อย่างมีนัยสำคัญ
การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
น้ำคุณภาพดีส่งผลต่อ:
· คุณภาพผลิตภัณฑ์ที่สม่ำเสมอ
· อัตราการผลิตที่เพิ่มขึ้น
· การลดของเสีย (Waste)
· ต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลง
ความถี่ในการทำ Baseline Testing ซ้ำ
แม้ว่าจะเรียกว่า "Baseline" แต่ควรมีการทำซ้ำเป็นระยะ เพราะคุณภาพน้ำดิบอาจเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
เมื่อใดควรทำ Baseline Testing ซ้ำ
1. ตามกำหนดเวลา
· ทุก 1-2 ปี สำหรับน้ำประปา
· ทุก 6-12 เดือน สำหรับน้ำบาดาล
· ทุก 3-6 เดือน สำหรับน้ำผิวดิน
2. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง
· เปลี่ยนแหล่งน้ำ
· ขยายกำลังการผลิต
· เปลี่ยนกระบวนการผลิต
· เปลี่ยนข้อกำหนดคุณภาพน้ำ
3. เมื่อพบสัญญาณผิดปกติ
· การเปลี่ยนแปลงของสี กลิ่น รส
· ประสิทธิภาพระบบบำบัดลดลง
· อุปกรณ์ชำรุดบ่อยขึ้น
· ค่าพารามิเตอร์ที่ตรวจประจำผิดปกติ
4. หลังเหตุการณ์พิเศษ
· น้ำท่วม
· ภัยแล้ง
· การก่อสร้างใกล้แหล่งน้ำ
· อุบัติเหตุสารเคมีในพื้นที่
การเปรียบเทียบผลการทดสอบ
เมื่อทำ Baseline Testing ซ้ำ ควรเปรียบเทียบกับผลครั้งก่อน:
การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis)
· พารามิเตอร์ใดเพิ่มขึ้น/ลดลงอย่างต่อเนื่อง
· อัตราการเปลี่ยนแปลง (Rate of Change)
· การพยากรณ์แนวโน้มในอนาคต
การหาสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง
· การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ (ฤดูกาล)
· การเปลี่ยนแปลงจากกิจกรรมของมนุษย์
· การเสื่อมสภาพของแหล่งน้ำ
การปรับแผนการจัดการ
· ปรับความถี่การบำรุงรักษา
· เพิ่ม/ลดสารเคมีบำบัด
· ปรับพารามิเตอร์การทำงานของระบบ
· วางแผนอัพเกรดระบบ
เทคโนโลยีและอุปกรณ์สำหรับการตรวจวัด
อุปกรณ์พกพา (Portable Instruments)
1. Multi-parameter Meter
· วัดได้หลายค่าในเครื่องเดียว (pH, EC, TDS, Temp, DO)
· เหมาะสำหรับการตรวจสอบประจำวัน
2. Turbidity Meter
· วัดความขุ่นในหน่วย NTU
· สำคัญสำหรับการควบคุมคุณภาพตัวกรอง
3. Chlorine Test Kit
· วัดคลอรีนอิสระและคลอรีนรวม
· จำเป็นสำหรับการฆ่าเชื้อ
4. Hardness Test Kit
· วัดความกระด้างด้วยวิธี Titration
· สำหรับตรวจสอบประสิทธิภาพ Water Softener
ระบบตรวจวัดออนไลน์ (Online Monitoring System)
1. ข้อดีของระบบออนไลน์
· ตรวจวัดอย่างต่อเนื่อง 24/7
· แจ้งเตือนทันทีเมื่อค่าผิดปกติ
· บันทึกข้อมูลอัตโนมัติ
· ควบคุมระบบอัตโนมัติ
2. พารามิเตอร์ที่ควรติดตั้งออนไลน์
· pH
· EC/TDS
· Turbidity
· Chlorine Residual
· Flow Rate
· Pressure
3. การเชื่อมต่อกับระบบควบคุม
· SCADA (Supervisory Control and Data Acquisition)
· PLC (Programmable Logic Controller)
· IoT Platform สำหรับการตรวจสอบทางไกล
4. ต้นทุน
· ระบบขนาดเล็ก: 100,000-300,000 บาท
· ระบบขนาดกลาง: 300,000-800,000 บาท
· ระบบขนาดใหญ่: > 1,000,000 บาท
มาตรฐานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
มาตรฐานในประเทศไทย
1. มาตรฐานน้ำบริโภค (กรมอนามัย)
· ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 434 พ.ศ. 2565
· กำหนดเกณฑ์คุณภาพน้ำบริโภคที่ผลิตและจำหน่าย
· ครอบคลุมพารามิเตอร์ทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ
2. มาตรฐานน้ำประปา (การประปานครหลวง/การประปาส่วนภูมิภาค)
· มาตรฐานคุณภาพน้ำประปา พ.ศ. 2563
· เกณฑ์คุณภาพน้ำที่ส่งถึงผู้ใช้
3. มาตรฐานน้ำเสียอุตสาหกรรม (กรมโรงงานอุตสาหกรรม)
· ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องกำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้ง
· เกี่ยวข้องกับคุณภาพน้ำดิบสำหรับการผลิต
4. มาตรฐานน้ำในอาคาร
· ระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการควบคุมคุณภาพน้ำในอาคาร
· กำหนดความถี่ในการตรวจสอบและรายงาน
มาตรฐานสากล
1. WHO (World Health Organization)
· Guidelines for Drinking-water Quality
· มาตรฐานอ้างอิงหลักระดับโลก
· ปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
2. US EPA (United States Environmental Protection Agency)
· National Primary Drinking Water Regulations
· กำหนดค่า MCL (Maximum Contaminant Level)
· มีข้อกำหนดเข้มงวด
3. EU Drinking Water Directive
· Directive (EU) 2020/2184
· มาตรฐานของสหภาพยุโรป
4. ISO Standards
· ISO 17025: ความสามารถของห้องปฏิบัติการ
· ISO 5667: การเก็บตัวอย่างน้ำ
· ISO 10523, 7888, etc.: วิธีการวิเคราะห์เฉพาะพารามิเตอร์
· พิจารณา Life Cycle Cost
แนวโน้มอนาคตของการวิเคราะห์น้ำดิบ
1. เทคโนโลยีเซนเซอร์อัจฉริยะ
Smart Sensors
· เซนเซอร์ขนาดเล็ก ราคาถูกลง
· การเชื่อมต่อแบบไร้สาย (IoT)
· การสอบเทียบอัตโนมัติ
· อายุการใช้งานยาวขึ้น
Multi-analyte Sensors
· วัดหลายพารามิเตอร์พร้อมกัน
· ใช้เทคโนโลยี Spectroscopy
· ผลลัพธ์แบบ Real-time
2. การวิเคราะห์ด้วย AI และ Machine Learning
Predictive Analytics
· พยากรณ์คุณภาพน้ำในอนาคต
· คาดการณ์การเกิดปัญหา
· เตือนล่วงหน้าก่อนเกิดปัญหา
Optimization
· ปรับพารามิเตอร์การทำงานอัตโนมัติ
· ลดการใช้สารเคมี
· เพิ่มประสิทธิภาพระบบ
Pattern Recognition
· ตรวจจับ Anomaly
· ระบุแหล่งปนเปื้อน
· หาความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน
3. Digital Twin Technology
Virtual Simulation
· สร้างโมเดลระบบน้ำเสมือนจริง
· ทดสอบสถานการณ์ต่างๆ
· วางแผนการปรับปรุงระบบ
Real-time Monitoring Integration
· เชื่อมโยงกับข้อมูลจริง
· อัพเดทโมเดลอัตโนมัติ
· การตัดสินใจแบบ Data-driven
4. Portable Lab-on-a-Chip
Miniaturization
· ห้องปฏิบัติการพกพาขนาดเล็ก
· วิเคราะห์ได้หลายพารามิเตอร์
· ผลลัพธ์ใน 15-30 นาที
Field Testing
· ตรวจสอบ On-site ได้
· ลดต้นทุนการส่งตัวอย่าง
· ผลลัพธ์ทันที
สรุป
การวิเคราะห์น้ำดิบและการทำ Baseline Testing เป็นรากฐานสำคัญของการจัดการระบบน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้จัดการสิ่งอำนวยความสะดวกทุกท่านควรตระหนักถึงความสำคัญและนำไปปฏิบัติดังนี้:
1. Baseline Testing ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุน - ช่วยประหยัดต้นทุนระยะยาว ป้องกันปัญหา และเพิ่มประสิทธิภาพ
2. การเก็บตัวอย่างที่ถูกต้องเป็นกุญแจสำคัญ - ผลการวิเคราะห์ที่แม่นยำขึ้นอยู่กับการเก็บตัวอย่างที่เหมาะสม
3. เลือกห้องปฏิบัติการที่มีคุณภาพ - การรับรองมาตรฐานและความเชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญ
4. การตีความผลต้องครบถ้วน - พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างพารามิเตอร์และคำนวณดัชนีที่เกี่ยวข้อง
5. การติดตามอย่างต่อเนื่องจำเป็น - Baseline Testing เป็นจุดเริ่มต้น ต้องมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
6. ลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสม - เลือกระบบบำบัดและอุปกรณ์ตรวจวัดที่สอดคล้องกับคุณภาพน้ำดิบ
7. การวางแผนระยะยาว - พิจารณา Life Cycle Cost และเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง
แหล่งอ้างอิง (References)
1. American Water Works Association (AWWA). (2021). Water Quality & Treatment: A Handbook on Drinking Water (7th ed.). McGraw-Hill Education.
2. American Public Health Association (APHA), American Water Works Association (AWWA), & Water Environment Federation (WEF). (2023). Standard Methods for the Examination of Water and Wastewater (24th ed.).
3. World Health Organization (WHO). (2022). Guidelines for Drinking-water Quality (4th ed., incorporating the first and second addenda).
4. U.S. Environmental Protection Agency (EPA). (2023). National Primary Drinking Water Regulations. EPA 816-F-09-004.
5. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2565). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 434 พ.ศ. 2565 เรื่อง น้ำบริโภค.
6. Langelier, W. F. (1936). "The Analytical Control of Anti-Corrosion Water Treatment". Journal of American Water Works Association, 28(10), 1500-1521.
7. Snoeyink, V. L., & Jenkins, D. (1980). Water Chemistry. John Wiley & Sons.
8. Tchobanoglous, G., Burton, F. L., & Stensel, H. D. (2003). Wastewater Engineering: Treatment and Reuse (4th ed.). McGraw-Hill.
9. ISO/IEC 17025:2017. General requirements for the competence of testing and calibration laboratories. International Organization for Standardization.
10. ISO 5667-1:2020. Water quality - Sampling - Part 1: Guidance on the design of sampling programmes and sampling techniques. International Organization for Standardization.
11. Crittenden, J. C., Trussell, R. R., Hand, D. W., Howe, K. J., & Tchobanoglous, G. (2012). MWH's Water Treatment: Principles and Design (3rd ed.). John Wiley & Sons.
12. การประปานครหลวง. (2563). มาตรฐานคุณภาพน้ำประปา พ.ศ. 2563.
13. Kemmer, F. N., & McCallion, J. (1979). The NALCO Water Handbook (2nd ed.). McGraw-Hill.
14. U.S. EPA. (2016). Optimizing Water Treatment Plant Performance with the Composite Correction Program. EPA 816-R-07-003.
15. Letterman, R. D. (Ed.). (1999). Water Quality and Treatment: A Handbook of Community Water Supplies (5th ed.). American Water Works Association.
16. กรมโรงงานอุตสาหกรรม. (2560). ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน.
17. Benjamin, M. M., & Lawler, D. F. (2013). Water Quality Engineering: Physical/Chemical Treatment Processes. John Wiley & Sons.
18. Drinking Water Inspectorate (DWI). (2021). Water Quality Regulations: Guidance on Implementation. UK Department for Environment, Food & Rural Affairs.
19. Barceló, D., & Petrovic, M. (Eds.). (2007). Emerging Contaminants from Industrial and Municipal Waste: Occurrence, Analysis and Effects. Springer.
20. National Research Council. (2012). Water Reuse: Potential for Expanding the Nation's Water Supply Through Reuse of Municipal Wastewater. The National Academies Press.