Raw Water Analysis: What Every Facility Manager Should Know - Importance of Baseline Testing

162 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Raw Water Analysis: What Every Facility Manager Should Know - Importance of Baseline Testing

2. รายละเอียดเนื้อหา
ทำความเข้าใจกับ Raw Water Analysis
Raw Water Analysis หรือการวิเคราะห์น้ำดิบ คือกระบวนการตรวจสอบและวัดค่าพารามิเตอร์ต่างๆ ของน้ำที่ยังไม่ผ่านการบำบัดหรือปรับปรุงคุณภาพใดๆ น้ำดิบนี้อาจมาจากแหล่งต่างๆ เช่น น้ำประปา น้ำบาดาล น้ำผิวดิน หรือน้ำจากแหล่งธรรมชาติอื่นๆ การวิเคราะห์น้ำดิบจะช่วยให้เราเข้าใจถึงองค์ประกอบทางเคมี คุณสมบัติทางกายภาพ และลักษณะทางชีวภาพของน้ำก่อนที่จะนำไปใช้งานหรือบำบัด

ความแตกต่างระหว่างแหล่งน้ำดิบแต่ละแหล่งน้ำมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป:

·        น้ำประปา: แม้จะผ่านการบำบัดจากการประปาแล้ว แต่ยังอาจมีคลอรีนตกค้าง แร่ธาตุที่ละลายอยู่ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงคุณภาพตามฤดูกาลหรือพื้นที่

·        น้ำบาดาล: มักมีแร่ธาตุสูง โดยเฉพาะแคลเซียม แมกนีเซียม และเหล็ก อาจมีความกระด้างสูง และมีโอกาสปนเปื้อนโลหะหนัก

·        น้ำผิวดิน: มีความแปรปรวนสูง ได้รับอิทธิพลจากสภาพอากาศ มีโอกาสปนเปื้อนสารอินทรีย์ ตะกอน และจุลินทรีย์

ความสำคัญของ Baseline Testing
Baseline Testing หรือการทดสอบค่าพื้นฐาน คือการวิเคราะห์น้ำดิบครั้งแรกอย่างละเอียดและครบถ้วน เพื่อสร้าง "จุดอ้างอิง" สำหรับการเปรียบเทียบในอนาคต การทดสอบนี้มีความสำคัญหลายประการ:

1. การออกแบบระบบบำบัดที่เหมาะสม

ข้อมูลจาก Baseline Testing เป็นพื้นฐานในการเลือกเทคโนโลยีบำบัดน้ำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานประกอบการของคุณ ตามหลักการของ American Water Works Association (AWWA) การเลือกระบบบำบัดที่ไม่สอดคล้องกับคุณภาพน้ำดิบอาจทำให้เกิดปัญหาดังนี้:

·        ประสิทธิภาพการทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน

·        อายุการใช้งานของอุปกรณ์สั้นลง

·        ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงขึ้น

·        คุณภาพน้ำผลิตไม่ตรงตามความต้องการ

2. การป้องกันปัญหาก่อนเกิด

การทราบคุณสมบัติของน้ำดิบตั้งแต่แรก ช่วยให้คุณสามารถคาดการณ์และป้องกันปัญหาต่างๆ เช่น:

·        การเกิดตะกรัน (Scaling): หากน้ำมีความกระด้างสูง มีแคลเซียมและแมกนีเซียมมาก จะเกิดการสะสมตะกรันในท่อและอุปกรณ์

·        การกัดกร่อน (Corrosion): น้ำที่มีค่า pH ต่ำหรือมีคลอไรด์สูง อาจทำให้เกิดการกัดกร่อนของโลหะ

·        การเจริญเติบโตของจุลินทรีย์: น้ำที่มีสารอินทรีย์หรือสารอาหารสูง อาจเกิดการเจริญของแบคทีเรียและสาหร่าย

·        การอุดตันของตัวกรอง: น้ำที่มีตะกอนแขวนลอยหรือเหล็กสูง อาจทำให้ตัวกรองอุดตันเร็ว

3. การวางแผนบำรุงรักษา

ข้อมูลจาก Baseline Testing ช่วยให้คุณวางแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณสามารถกำหนดความถี่ในการเปลี่ยนไส้กรอง การล้างระบบ และการตรวจสอบอุปกรณ์ตามลักษณะของน้ำดิบ

4. การควบคุมคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

Baseline Testing เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับโปรแกรมการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง (Water Quality Monitoring Program) การเปรียบเทียบผลการทดสอบปัจจุบันกับค่า baseline จะช่วยให้คุณตรวจพบการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำได้อย่างรวดเร็ว

พารามิเตอร์สำคัญที่ควรวิเคราะห์
การทำ Baseline Testing ที่ครบถ้วนควรครอบคลุมพารามิเตอร์หลักดังต่อไปนี้:

พารามิเตอร์ทางกายภาพ
1. ความขุ่น (Turbidity)

ความขุ่นเป็นการวัดปริมาณอนุภาคแขวนลอยในน้ำ วัดในหน่วย NTU (Nephelometric Turbidity Units) น้ำที่มีความขุ่นสูงจะ:

·        ทำให้ตัวกรองอุดตันเร็ว

·        ลดประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อด้วย UV

·        ส่งผลต่อรสชาติและความสะอาดของน้ำ

ค่ามาตรฐาน: น้ำประปาควรมีค่าไม่เกิน 5 NTU ตามมาตรฐานของ WHO และไม่เกิน 4 NTU ตามมาตรฐานของ US EPA

2. สี (Color)

สีของน้ำบ่งบอกถึงการปนเปื้อนของสารอินทรีย์ โลหะ หรือสิ่งเจือปน วัดในหน่วย TCU (True Color Units) หรือ Pt-Co units น้ำดื่มควรมีค่าไม่เกิน 15 TCU

3. กลิ่นและรส (Odor and Taste)

แม้จะเป็นการประเมินเชิงคุณภาพ แต่กลิ่นและรสเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญของการปนเปื้อนสารอินทรีย์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือสารเคมีอื่นๆ

4. อุณหภูมิ (Temperature)

อุณหภูมิของน้ำมีผลต่อ:

·        การละลายของออกซิเจนและก๊าซอื่นๆ

·        อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

·        การเจริญเติบโตของจุลินทรีย์

·        ประสิทธิภาพของสารเคมีบำบัด

พารามิเตอร์ทางเคมี
1. ค่า pH

pH เป็นค่าที่บ่งบอกความเป็นกรด-ด่างของน้ำ มีช่วงค่า 0-14 โดย:

·        pH < 7 เป็นกรด

·        pH = 7 เป็นกลาง

·        pH > 7 เป็นด่าง

ความสำคัญของ pH:

·        น้ำที่มี pH ต่ำ (< 6.5) มีแนวโน้มกัดกร่อนโลหะ

·        น้ำที่มี pH สูง (> 8.5) มีแนวโน้มเกิดตะกรัน

·        pH มีผลต่อประสิทธิภาพของการฆ่าเชื้อและการตกตะกอน

ค่ามาตรฐาน: น้ำดื่มควรอยู่ในช่วง 6.5-8.5 ตามมาตรฐาน WHO และ 6.5-9.0 ตามมาตรฐานน้ำประปาของไทย

2. ค่าการนำไฟฟ้า (Electrical Conductivity - EC)

EC เป็นการวัดความสามารถในการนำไฟฟ้าของน้ำ บ่งบอกถึงปริมาณไอออนที่ละลายอยู่ทั้งหมด วัดในหน่วย µS/cm หรือ mS/cm

·        น้ำบริสุทธิ์มีค่า EC ต่ำ (< 50 µS/cm)

·        น้ำประปาทั่วไปมีค่า 50-800 µS/cm

·        น้ำบาดาลอาจมีค่าสูงถึง 1,000-3,000 µS/cm

3. ของแข็งละลายทั้งหมด (Total Dissolved Solids - TDS)

TDS เป็นการวัดปริมาณสารที่ละลายน้ำทั้งหมด รวมแร่ธาตุ เกลือ และโลหะ วัดในหน่วย mg/L หรือ ppm

ความสัมพันธ์: TDS (mg/L) ≈ EC (µS/cm) × 0.55-0.70

การจำแนกน้ำตาม TDS:

·        น้ำจืดบริสุทธิ์: < 100 mg/L

·        น้ำดื่มคุณภาพดี: 100-300 mg/L

·        น้ำประปาทั่วไป: 300-600 mg/L

·        น้ำกระด้างปานกลาง: 600-1,000 mg/L

·        น้ำกระด้างมาก: > 1,000 mg/L

ค่ามาตรฐาน: น้ำดื่มควรมีค่าไม่เกิน 1,000 mg/L ตามมาตรฐาน WHO แต่ค่าที่แนะนำสำหรับรสชาติที่ดีคือ < 600 mg/L

4. ความกระด้าง (Hardness)

ความกระด้างเกิดจากแคลเซียม (Ca²⁺) และแมกนีเซียม (Mg²⁺) ที่ละลายอยู่ในน้ำ วัดในหน่วย mg/L as CaCO₃

การจำแนกน้ำตามความกระด้าง:

·        น้ำอ่อน (Soft): 0-60 mg/L

·        น้ำกระด้างปานกลาง (Moderately Hard): 61-120 mg/L

·        น้ำกระด้าง (Hard): 121-180 mg/L

·        น้ำกระด้างมาก (Very Hard): > 180 mg/L

ผลกระทบของความกระด้าง:

·        ทำให้เกิดตะกรันในท่อ หม้อต้ม และอุปกรณ์ทำความร้อน

·        ลดประสิทธิภาพของสบู่และผงซักฟอก

·        ก่อให้เกิดคราบน้ำแข็งบนพื้นผิว

·        เพิ่มการใช้พลังงานในการทำความร้อน

5. ความเป็นด่าง (Alkalinity)

ความเป็นด่างเป็นการวัดความสามารถของน้ำในการต้านทานการเปลี่ยนแปลงค่า pH (Buffer Capacity) เกิดจากไบคาร์บอเนต (HCO₃⁻) คาร์บอเนต (CO₃²⁻) และไhydroxide (OH⁻) วัดในหน่วย mg/L as CaCO₃

ช่วงค่าทั่วไป:

·        น้ำธรรมชาติ: 20-200 mg/L

·        น้ำบาดาล: อาจสูงถึง 400-500 mg/L

ความสำคัญ:

·        ช่วยรักษาเสถียรภาพของ pH

·        ป้องกันการกัดกร่อน

·        มีผลต่อกระบวนการตกตะกอนและการทำน้ำอ่อน

6. คลอรีน (Chlorine)

คลอรีนมักพบในน้ำประปาที่ใช้คลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อ มีทั้งคลอรีนอิสระ (Free Chlorine) และคลอรีนรวม (Total Chlorine)

·        น้ำประปาทั่วไปมีคลอรีนตกค้าง: 0.2-1.0 mg/L

·        คลอรีนส่วนเกินอาจทำให้เกิดกลิ่นและรสที่ไม่พึงประสงค์

·        คลอรีนอาจทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์เกิดเป็น Trihalomethanes (THMs) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

7. แร่ธาตุและโลหะ

แร่ธาตุและโลหะที่สำคัญที่ควรวิเคราะห์:

·        เหล็ก (Iron - Fe): ค่าที่แนะนำ < 0.3 mg/L

o   ทำให้เกิดคราบสนิมสีน้ำตาล

o   ทำให้น้ำมีสีและรสเหล็ก

o   ส่งเสริมการเจริญของแบคทีเรียเหล็ก

·        แมงกานีส (Manganese - Mn): ค่าที่แนะนำ < 0.1 mg/L

o   ทำให้เกิดคราบสีดำ

o   ส่งผลต่อรสชาติของน้ำ

·        ทองแดง (Copper - Cu): ค่าที่แนะนำ < 1.0 mg/L

o   ปริมาณสูงอาจเป็นพิษ

o   บ่งบอกการกัดกร่อนของท่อทองแดง

·        สังกะสี (Zinc - Zn): ค่าที่แนะนำ < 3.0 mg/L

o   ปริมาณสูงทำให้รสชาติขม

o   บ่งบอกการกัดกร่อนของท่อชุบสังกะสี

·        ตะกั่ว (Lead - Pb): ค่าที่แนะนำ < 0.01 mg/L

o   เป็นพิษต่อระบบประสาท โดยเฉพาะในเด็ก

o   มักมาจากท่อตะกั่วเก่าหรือการบัดกรี

·        โครเมียม (Chromium - Cr): ค่าที่แนะนำ < 0.05 mg/L

o   โครเมียมชนิด hexavalent (Cr⁶⁺) เป็นสารก่อมะเร็ง

·        สารหนู (Arsenic - As): ค่าที่แนะนำ < 0.01 mg/L

o   เป็นพิษสูง สะสมในร่างกาย

o   พบได้ในน้ำบาดาลบางพื้นที่

8. สารไนเตรตและไนไตรต์

·        ไนเตรต (NO₃⁻): ค่าที่แนะนำ < 50 mg/L (as NO₃) หรือ < 11.3 mg/L (as NO₃-N)

o   เกิดจากการปนเปื้อนจากปุ๋ย สิ่งปฏิกูล และของเสีย

o   ปริมาณสูงอันตรายต่อทารกและเด็กเล็ก (Blue Baby Syndrome)

·        ไนไตรต์ (NO₂⁻): ค่าที่แนะนำ < 3 mg/L (as NO₂) หรือ < 0.9 mg/L (as NO₂-N)

o   มีพิษมากกว่าไนเตรต

o   บ่งบอกการปนเปื้อนล่าสุด

9. คลอไรด์และซัลเฟต

·        คลอไรด์ (Cl⁻): ค่าที่แนะนำ < 250 mg/L

o   ทำให้น้ำมีรสเค็ม

o   เร่งการกัดกร่อนโลหะ

o   บ่งบอกการรุกล้ำของน้ำทะเล

·        ซัลเฟต (SO₄²⁻): ค่าที่แนะนำ < 250 mg/L

o   ทำให้น้ำมีรสขม

o   ปริมาณสูงมีผลระบายท้อง

o   ทำปฏิกิริยากับแคลเซียมเกิดตะกรัน

10. สารอินทรีย์

·        TOC (Total Organic Carbon): วัดปริมาณคาร์บอนอินทรีย์ทั้งหมด

o   บ่งบอกการปนเปื้อนสารอินทรีย์

o   มีผลต่อรสชาติและกลิ่น

o   เป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์

·        COD (Chemical Oxygen Demand): วัดปริมาณออกซิเจนที่ใช้ในการออกซิไดซ์สารอินทรีย์

o   บ่งบอกปริมาณสารอินทรีย์และอนินทรีย์ที่ถูกออกซิไดซ์ได้

11. ฟลูออไรด์ (Fluoride - F⁻)

ค่าที่แนะนำ: 0.5-1.5 mg/L

·        ปริมาณพอเหมาะช่วยป้องกันฟันผุ

·        ปริมาณสูง (> 1.5 mg/L) ทำให้เกิดฟันด่าง (Dental Fluorosis)

·        ปริมาณสูงมาก (> 4 mg/L) ทำให้เกิดกระดูกพรุน (Skeletal Fluorosis)

12. ซิลิกา (Silica - SiO₂)

·        พบได้ในน้ำบาดาลและน้ำผิวดิน

·        ก่อให้เกิดตะกรันที่ยากต่อการกำจัด

·        มีผลต่อการทำงานของเมมเบรน RO

พารามิเตอร์ทางชีวภาพ
1. จำนวนแบคทีเรียทั้งหมด (Total Coliform)

Total Coliform เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่ใช้เป็นตัวบ่งชี้การปนเปื้อนจากสิ่งปฏิกูล

ค่ามาตรฐาน: ไม่ควรตรวจพบในน้ำดื่ม (0 CFU/100 mL)

2. แบคทีเรียอีโคไล (E. coli)

E. coli เป็นตัวบ่งชี้โดยตรงของการปนเปื้อนจากอุจจาระมนุษย์หรือสัตว์

ค่ามาตรฐาน: ไม่ควรตรวจพบในน้ำดื่ม (0 CFU/100 mL)

3. จำนวนแบคทีเรีย Heterotrophic Plate Count (HPC)

HPC วัดจำนวนแบคทีเรียที่เจริญได้โดยทั่วไปในน้ำ

ค่าที่แนะนำ: < 500 CFU/mL สำหรับน้ำประปา

วิธีการเก็บตัวอย่างน้ำที่ถูกต้อง
ความถูกต้องของผลการวิเคราะห์ขึ้นอยู่กับวิธีการเก็บตัวอย่างที่เหมาะสม ต่อไปนี้เป็นแนวทางตามมาตรฐาน APHA (American Public Health Association):

การเตรียมตัว
1.         เลือกจุดเก็บตัวอย่างที่เหมาะสม

o   ควรเป็นจุดที่เป็นตัวแทนของน้ำดิบที่เข้าสู่ระบบ

o   หลีกเลี่ยงจุดที่มีการผสมผสานหรือปนเปื้อน

o   เก็บก่อนจุดบำบัดหรือปรับปรุงคุณภาพใดๆ

2.         เตรียมภาชนะที่เหมาะสม

o   ใช้ภาชนะพลาสติก HDPE หรือขวดแก้วสำหรับการวิเคราะห์ทั่วไป

o   ใช้ขวดแก้วสีเข้มสำหรับการวิเคราะห์สารอินทรีย์

o   ภาชนะต้องสะอาด ล้างด้วยกรดเจือจาง แล้วล้างด้วยน้ำกลั่น

o   บางพารามิเตอร์ต้องใช้ภาชนะที่มีสารกันเสีย

ขั้นตอนการเก็บตัวอย่าง
1.         ล้างท่อก่อนเก็บ

o   เปิดน้ำทิ้งไป 3-5 นาที เพื่อให้ได้น้ำที่เป็นตัวแทนจากแหล่ง

o   ไม่ควรเก็บจากน้ำที่ขังอยู่ในท่อ

2.         ล้างภาชนะด้วยตัวอย่าง

o   ล้างภาชนะ 2-3 ครั้งด้วยน้ำที่จะเก็บ

o   ยกเว้นภาชนะที่มีสารกันเสีย

3.         เก็บตัวอย่าง

o   เปิดก็อกให้น้ำไหลเบาๆ

o   เติมน้ำลงในภาชนะจนเต็ม หลีกเลี่ยงการเกิดฟอง

o   สำหรับการวิเคราะห์ BOD และ DO ต้องไม่มีอากาศในภาชนะเลย

o   ปิดฝาให้สนิท

4.         บันทึกข้อมูล

o   วันที่และเวลาที่เก็บตัวอย่าง

o   สถานที่และจุดเก็บตัวอย่าง

o   แหล่งที่มาของน้ำ

o   สภาพอากาศ (ถ้าเกี่ยวข้อง)

·        อุณหภูมิขณะเก็บตัวอย่าง

·        ลักษณะปรากฏของน้ำ (สี กลิ่น ความขุ่น)

·        ชื่อผู้เก็บตัวอย่าง

การเก็บรักษาและขนส่งตัวอย่าง
1. การควบคุมอุณหภูมิ

ตัวอย่างส่วนใหญ่ต้องเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4°C (ในกระติกน้ำแข็ง) เพื่อ:

·        ชะลอการเจริญของจุลินทรีย์

·        ลดอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

·        ป้องกันการสูญเสียสารระเหย

2. การใช้สารกันเสีย (Preservatives)

บางพารามิเตอร์ต้องการสารกันเสียเฉพาะ:

·        โลหะ: เติมกรดไนตริก (HNO₃) ให้ pH < 2

·        ไนเตรต/ไนไตรต์: เก็บที่ 4°C โดยไม่ใช้สารกันเสีย

·        BOD: เก็บที่ 4°C วิเคราะห์ภายใน 48 ชั่วโมง

·        แอมโมเนีย: เติมกรดซัลฟิวริก (H₂SO₄) ให้ pH < 2

·        TOC: เติมกรดฟอสฟอริก (H₃PO₄) หรือกรดซัลฟิวริก

3. ระยะเวลาเก็บรักษา แต่ละพารามิเตอร์มีระยะเวลาเก็บรักษาสูงสุด (Holding Time) ที่แตกต่างกัน:


4. การขนส่ง

·        ใช้กระติกหรือกล่องโฟมใส่น้ำแข็ง

·        จัดเรียงขวดให้มั่นคง ป้องกันการแตก

·        ติดฉลากระบุว่าเป็น "Water Sample - Keep Cool"

·        ส่งถึงห้องปฏิบัติการโดยเร็วที่สุด

ข้อควรระวังในการเก็บตัวอย่าง
1.         หลีกเลี่ยงการปนเปื้อน

o   ไม่สัมผัสปากขวดหรือด้านในของฝา

o   ไม่ใช้มือเปียกจับขวดตัวอย่าง

o   ไม่เปิดขวดทิ้งไว้โดยไม่จำเป็น

2.         ความปลอดภัย

o   สวมถุงมือและแว่นตาป้องกัน

o   ระวังสารเคมีกันเสียที่เป็นกรด

o   ปฏิบัติตาม MSDS (Material Safety Data Sheet)

3.         การเก็บตัวอย่างซ้ำ

o   ควรเก็บตัวอย่างซ้ำ (Duplicate) อย่างน้อย 10% ของจำนวนตัวอย่าง

o   เก็บตัวอย่างควบคุม (Blank) เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อน

การเลือกห้องปฏิบัติการวิเคราะห์
การเลือกห้องปฏิบัติการที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของผลการวิเคราะห์

เกณฑ์การเลือกห้องปฏิบัติการ
1. การรับรองมาตรฐาน

ควรเลือกห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองจาก:

·        ISO/IEC 17025: มาตรฐานสากลสำหรับความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบ

·        กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (DMSc): สำหรับห้องปฏิบัติการในประเทศไทย

·        กรมโรงงานอุตสาหกรรม: สำหรับการวิเคราะห์น้ำเสียอุตสาหกรรม

·        US EPA Certification: สำหรับห้องปฏิบัติการที่ให้บริการในระดับสากล

2. ขอบข่ายการรับรอง (Scope of Accreditation)

ตรวจสอบว่าห้องปฏิบัติการได้รับการรับรองสำหรับพารามิเตอร์ที่คุณต้องการวิเคราะห์

·        บางห้องปฏิบัติการอาจมีการรับรองเฉพาะพารามิเตอร์บางตัว

·        ขอดูใบรับรอง (Certificate of Accreditation) และขอบข่ายการรับรอง

3. วิธีการวิเคราะห์

ห้องปฏิบัติการควรใช้วิธีมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ เช่น:

·        Standard Methods for the Examination of Water and Wastewater (APHA-AWWA-WEF)

·        US EPA Methods

·        ASTM International Methods

·        ISO Methods

4. ขีดความสามารถในการตรวจวัด

·        Limit of Detection (LOD): ความเข้มข้นต่ำสุดที่ตรวจพบได้

·        Limit of Quantification (LOQ): ความเข้มข้นต่ำสุดที่วัดได้อย่างแม่นยำ

·        Measurement Range: ช่วงความเข้มข้นที่สามารถวัดได้

ตรวจสอบว่า LOD และ LOQ ของห้องปฏิบัติการเหมาะสมกับความต้องการของคุณ

5. ระยะเวลาดำเนินการ (Turnaround Time)

·        ระยะเวลามาตรฐานในการส่งผล

·        ความสามารถในการให้บริการด่วน (Rush Service)

·        ความเหมาะสมกับความต้องการของคุณ

6. บริการเก็บตัวอย่าง

·        บางห้องปฏิบัติการมีบริการส่งเจ้าหน้าที่มาเก็บตัวอย่าง

·        ช่วยให้มั่นใจได้ว่าตัวอย่างถูกเก็บอย่างถูกต้อง

·        เหมาะสำหรับองค์กรที่ไม่มีประสบการณ์ในการเก็บตัวอย่าง

การอ่านและตีความผลการวิเคราะห์
เมื่อได้รับรายงานผลการวิเคราะห์น้ำดิบ การตีความผลอย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

องค์ประกอบของรายงาน
รายงานการวิเคราะห์ที่ดีควรประกอบด้วย:

1.         ข้อมูลทั่วไป

o   หมายเลขตัวอย่าง (Sample ID)

o   วันที่และเวลาที่เก็บตัวอย่าง

o   วันที่และเวลาที่รับตัวอย่าง

o   วันที่วิเคราะห์แต่ละพารามิเตอร์

o   ผู้เก็บตัวอย่างและสถานที่เก็บ

2.         ผลการวิเคราะห์

o   ค่าที่วัดได้ของแต่ละพารามิเตอร์

o   หน่วยการวัด

o   วิธีการวิเคราะห์ที่ใช้

o   Limit of Detection (LOD) หรือ Limit of Quantification (LOQ)

3.         ค่ามาตรฐานอ้างอิง

o   มาตรฐานน้ำดื่มของประเทศไทย

o   มาตรฐาน WHO

o   มาตรฐาน US EPA

o   มาตรฐานเฉพาะของอุตสาหกรรม (ถ้ามี)

4.         การรับรองคุณภาพ (QA/QC)

o   ผล Blank sample

o   ผล Duplicate sample

o   % Recovery ของ Spiked sample

o   ข้อมูล Calibration

5.         หมายเหตุและข้อสังเกต

o   ข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวอย่าง

o   ข้อจำกัดในการวิเคราะห์

o   คำแนะนำเบื้องต้น

การตีความผลการวิเคราะห์
1. เปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน

เปรียบเทียบผลการวิเคราะห์กับค่ามาตรฐานที่เกี่ยวข้อง:

·        ค่าใดเกินมาตรฐาน → ต้องมีการปรับปรุงหรือบำบัด

·        ค่าใดใกล้เคียงเกณฑ์ → ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

·        ค่าใดอยู่ในเกณฑ์ดี → รักษาระดับไว้และติดตามเป็นระยะ

2. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพารามิเตอร์

พารามิเตอร์บางตัวมีความสัมพันธ์กัน:

·        TDS vs EC: ควรมีความสัมพันธ์เชิงเส้น TDS ≈ 0.55-0.70 × EC

o   ถ้าไม่สัมพันธ์กัน อาจบ่งบอกปัญหาในการวิเคราะห์

·        Hardness vs Ca & Mg: Total Hardness ควรใกล้เคียง Ca Hardness + Mg Hardness

o   ถ้าแตกต่างมาก อาจมีแร่ธาตุอื่นที่มีผล

·        Alkalinity vs pH: Alkalinity สูงมักมากับ pH ที่สูง

o   ช่วยบ่งบอกความสามารถในการรักษาเสถียรภาพ pH

·        Fe & Mn: มักพบพร้อมกันในน้ำบาดาล

o   ถ้าพบสูงควรตรวจสอบทั้งสองค่า

·        Chloride vs TDS: Chloride สูงมักมากับ TDS สูง

o   อาจบ่งบอกการรุกล้ำของน้ำทะเล

3. การระบุปัญหาเฉพาะ

จากผลการวิเคราะห์สามารถระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้:

ปัญหาการเกิดตะกรัน (Scaling)

·        Hardness > 180 mg/L

·        Alkalinity > 150 mg/L

·        pH > 8.0

·        Ca > 100 mg/L

·        Silica > 50 mg/L

ปัญหาการกัดกร่อน (Corrosion)

·        pH < 6.5

·        Alkalinity < 50 mg/L

·        Chloride > 250 mg/L

·        TDS > 500 mg/L

·        DO > 5 mg/L (สำหรับน้ำร้อน)

ปัญหาการเจริญของจุลินทรีย์

·        TOC > 2 mg/L

·        อุณหภูมิ > 25°C

·        ไม่มีคลอรีนตกค้าง

·        Stagnant water

ปัญหาการอุดตันของตัวกรอง

·        Turbidity > 5 NTU

·        Fe > 0.3 mg/L

·        Mn > 0.1 mg/L

·        TSS > 10 mg/L

·        Silica > 50 mg/L

4. คำนวณดัชนีความเสถียรของน้ำ

Langelier Saturation Index (LSI)

LSI เป็นดัชนีที่บ่งบอกแนวโน้มของน้ำในการเกิดตะกรันหรือกัดกร่อน

LSI = pH - pHs

โดยที่ pHs (pH at saturation) คำนวณจาก: pHs = (9.3 + A + B) - (C + D)

A = (Log₁₀[TDS] - 1) / 10 B = -13.12 × Log₁₀(°C + 273) + 34.55 C = Log₁₀[Ca²⁺ as CaCO₃] - 0.4 D = Log₁₀[Alkalinity as CaCO₃]

การตีความ:

·        LSI < -0.5: น้ำมีแนวโน้มกัดกร่อน

·        LSI = -0.5 ถึง +0.5: น้ำมีความเสถียร

·        LSI > +0.5: น้ำมีแนวโน้มเกิดตะกรัน

Ryznar Stability Index (RSI)

RSI = 2(pHs) - pH

การตีความ:

·        RSI < 6.0: น้ำมีแนวโน้มเกิดตะกรันมาก

·        RSI = 6.0-7.0: น้ำมีแนวโน้มเกิดตะกรันเล็กน้อย

·        RSI = 7.0-8.0: น้ำมีความเสถียร

·        RSI > 8.0: น้ำมีแนวโน้มกัดกร่อน

5. การระบุแหล่งปนเปื้อน

พารามิเตอร์บางตัวบ่งบอกแหล่งปนเปื้อนเฉพาะ:

·        Nitrate/Nitrite สูง: ปุ๋ย สิ่งปฏิกูล ระบบบำบัดน้ำเสีย

·        Chloride สูง + Hardness สูง: น้ำทะเลรุกล้ำ

·        Fe/Mn สูง: ชั้นหินในธรณีวิทยา การกัดกร่อนท่อ

·        Lead/Copper สูง: การกัดกร่อนของท่อประปา

·        TOC สูง: การปนเปื้อนสารอินทรีย์จากพืชผัก อุตสาหกรรม

·        Coliform Bacteria: ปนเปื้อนจากอุจจาระ ระบบบำบัดรั่วซึม

การนำผลการวิเคราะห์ไปใช้ประโยชน์
1. การออกแบบระบบบำบัดน้ำ
ผลการวิเคราะห์น้ำดิบเป็นข้อมูลสำคัญในการเลือกและออกแบบระบบบำบัดน้ำ

การเลือกเทคโนโลยีบำบัดตามปัญหาที่พบ



ลำดับการบำบัดน้ำ (Treatment Train)

การออกแบบระบบต้องเรียงลำดับกระบวนการอย่างถูกต้อง:

1.         Pre-treatment: กรองตะกอน ปรับ pH

2.         Primary Treatment: ทำน้ำอ่อน กำจัดเหล็ก/แมงกานีส

3.         Secondary Treatment: RO, Deionization

4.         Polishing: Activated Carbon, UV

5.         Disinfection: Chlorination, UV

การคำนวณขนาดระบบ

ผลการวิเคราะห์ช่วยคำนวณ:

·        ขนาดถังทำน้ำอ่อน (จาก Hardness และ flow rate)

·        ปริมาณเรซินและเกลือที่ใช้

·        กำลังการผลิตของเครื่อง RO

·        ความถี่ในการ backwash ตัวกรอง

·        ขนาด UV sterilizer (จาก flow rate และ Transmittance)

2. การวางแผนบำรุงรักษา
การกำหนดตารางบำรุงรักษา

ความถี่ในการบำรุงรักษาขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำดิบ:

ตัวกรองทราย/Multimedia Filter

·        Turbidity < 5 NTU: Backwash ทุก 3-7 วัน

·        Turbidity 5-20 NTU: Backwash ทุก 1-3 วัน

·        Turbidity > 20 NTU: ควรมี Pre-filtration ก่อน

Water Softener

·        Hardness < 120 mg/L: Regeneration ทุก 3-5 วัน

·        Hardness 120-250 mg/L: Regeneration ทุก 1-3 วัน

·        Hardness > 250 mg/L: Regeneration ทุกวัน

ระบบ RO

·        TDS < 500 mg/L: ล้างเมมเบรนทุก 3-6 เดือน

·        TDS 500-1000 mg/L: ล้างเมมเบรนทุก 1-3 เดือน

·        TDS > 1000 mg/L: ล้างเมมเบรนทุกเดือน

Activated Carbon Filter

·        TOC < 2 mg/L: เปลี่ยนคาร์บอนทุก 6-12 เดือน

·        TOC 2-5 mg/L: เปลี่ยนคาร์บอนทุก 3-6 เดือน

·        TOC > 5 mg/L: เปลี่ยนคาร์บอนทุก 1-3 เดือน

การเปลี่ยนอะไหล่และสิ้นเปลือง

วางแผนการจัดซื้ออะไหล่ล่วงหน้าตามการใช้งานจริง:

·        ไส้กรองตะกอน

·        เกลือสำหรับ Water Softener

·        สารเคมีล้างเมมเบรน RO

·        หลอด UV

·        Activated Carbon

·        เรซิน (อายุประมาณ 3-5 ปี)

3. การควบคุมคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
การจัดทำโปรแกรมตรวจสอบ (Monitoring Program)

หลังจากทำ Baseline Testing แล้ว ควรมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ:

การตรวจสอบภายในองค์กร (In-house Testing)

พารามิเตอร์ที่ควรตรวจทุกวัน:

·        pH

·        TDS / EC

·        Chlorine residual

·        Turbidity

·        อุณหภูมิ

อุปกรณ์ที่ควรมี:

·        pH meter / pH test strips

·        TDS meter / EC meter

·        Turbidity meter

·        Chlorine test kit



การบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูล

·        ใช้ Spreadsheet หรือซอฟต์แวร์เฉพาะทางในการบันทึกข้อมูล

·        สร้างกราฟแสดงแนวโน้มของแต่ละพารามิเตอร์

·        วิเคราะห์ความแปรปรวนตามฤดูกาล

·        ตั้งค่า Alert เมื่อพารามิเตอร์ผิดปกติ

การตอบสนองเมื่อผลตรวจไม่ปกติ

สร้าง Standard Operating Procedure (SOP) สำหรับการจัดการเมื่อพบค่าผิดปกติ:

1.         ยืนยันผลด้วยการตรวจซ้ำ

2.         ตรวจสอบอุปกรณ์วัดและ calibration

3.         เก็บตัวอย่างส่งห้องปฏิบัติการยืนยัน

4.         วิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้

5.         ดำเนินการแก้ไขตามแผนฉุกเฉิน

6.         บันทึกและรายงานผู้เกี่ยวข้อง

7.         ติดตามผลหลังแก้ไข

4. การประหยัดต้นทุน
การคำนวณต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน (Life Cycle Cost)

การลงทุนในการทำ Baseline Testing และออกแบบระบบที่เหมาะสมช่วยประหยัดต้นทุนระยะยาว:

ตัวอย่างการคำนวณ

สมมติโรงงานใช้น้ำ 100 ลูกบาศก์เมตร/วัน น้ำมี Hardness 300 mg/L

กรณีที่ 1: ไม่ทำ Baseline Testing และไม่ทำน้ำอ่อน

·        ตะกรันสะสมในท่อและอุปกรณ์

·        ประสิทธิภาพ Boiler ลดลง 15%

·        ค่าพลังงานเพิ่มขึ้น 15%

·        ต้องล้างตะกรันปีละ 2 ครั้ง @ 100,000 บาท

·        อายุการใช้งาน Boiler ลดลง 30%

กรณีที่ 2: ทำ Baseline Testing และติดตั้ง Water Softener

·        ต้นทุนเริ่มต้น:

·        Baseline Testing: 15,000 บาท

·        Water Softener (100 m³/day): 300,000 บาท

·        รวมเริ่มต้น: 315,000 บาท

·        ต้นทุนดำเนินงาน:

o   เกลือ: 20,000 บาท/ปี

o   บำรุงรักษา: 30,000 บาท/ปี

·        ประหยัดต้นทุน:

o   ประหยัดพลังงาน: 150,000 บาท/ปี

o   ประหยัดค่าล้างตะกรัน: 200,000 บาท/ปี

o   ยืดอายุอุปกรณ์: 100,000 บาท/ปี

ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) = 315,000 / (450,000 - 50,000) = 0.79 ปี หรือประมาณ 9.5 เดือน

การประหยัดสุทธิ 10 ปี = (400,000 × 10) - 315,000 - (50,000 × 10) = 3,185,000 บาท

การลดปัญหาหยุดเดินเครื่อง (Downtime)

น้ำดิบที่มีคุณภาพไม่เหมาะสมทำให้เกิดปัญหา:

·        การอุดตันของท่อ → หยุดผลิต

·        การชำรุดของอุปกรณ์ → ต้องซ่อม/เปลี่ยน

·        คุณภาพผลิตภัณฑ์ไม่ผ่าน → ต้องผลิตใหม่

การลงทุนในระบบบำบัดน้ำที่เหมาะสมช่วยลด Downtime ได้อย่างมีนัยสำคัญ

การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

น้ำคุณภาพดีส่งผลต่อ:

·        คุณภาพผลิตภัณฑ์ที่สม่ำเสมอ

·        อัตราการผลิตที่เพิ่มขึ้น

·        การลดของเสีย (Waste)

·        ต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลง

ความถี่ในการทำ Baseline Testing ซ้ำ
แม้ว่าจะเรียกว่า "Baseline" แต่ควรมีการทำซ้ำเป็นระยะ เพราะคุณภาพน้ำดิบอาจเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา

เมื่อใดควรทำ Baseline Testing ซ้ำ
1. ตามกำหนดเวลา

·        ทุก 1-2 ปี สำหรับน้ำประปา

·        ทุก 6-12 เดือน สำหรับน้ำบาดาล

·        ทุก 3-6 เดือน สำหรับน้ำผิวดิน

2. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง

·        เปลี่ยนแหล่งน้ำ

·        ขยายกำลังการผลิต

·        เปลี่ยนกระบวนการผลิต

·        เปลี่ยนข้อกำหนดคุณภาพน้ำ

3. เมื่อพบสัญญาณผิดปกติ

·        การเปลี่ยนแปลงของสี กลิ่น รส

·        ประสิทธิภาพระบบบำบัดลดลง

·        อุปกรณ์ชำรุดบ่อยขึ้น

·        ค่าพารามิเตอร์ที่ตรวจประจำผิดปกติ

4. หลังเหตุการณ์พิเศษ

·        น้ำท่วม

·        ภัยแล้ง

·        การก่อสร้างใกล้แหล่งน้ำ

·        อุบัติเหตุสารเคมีในพื้นที่

การเปรียบเทียบผลการทดสอบ
เมื่อทำ Baseline Testing ซ้ำ ควรเปรียบเทียบกับผลครั้งก่อน:

การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis)

·        พารามิเตอร์ใดเพิ่มขึ้น/ลดลงอย่างต่อเนื่อง

·        อัตราการเปลี่ยนแปลง (Rate of Change)

·        การพยากรณ์แนวโน้มในอนาคต

การหาสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

·        การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ (ฤดูกาล)

·        การเปลี่ยนแปลงจากกิจกรรมของมนุษย์

·        การเสื่อมสภาพของแหล่งน้ำ

การปรับแผนการจัดการ

·        ปรับความถี่การบำรุงรักษา

·        เพิ่ม/ลดสารเคมีบำบัด

·        ปรับพารามิเตอร์การทำงานของระบบ

·        วางแผนอัพเกรดระบบ

เทคโนโลยีและอุปกรณ์สำหรับการตรวจวัด
อุปกรณ์พกพา (Portable Instruments)
1. Multi-parameter Meter

·        วัดได้หลายค่าในเครื่องเดียว (pH, EC, TDS, Temp, DO)

·        เหมาะสำหรับการตรวจสอบประจำวัน

2. Turbidity Meter

·        วัดความขุ่นในหน่วย NTU

·        สำคัญสำหรับการควบคุมคุณภาพตัวกรอง

3. Chlorine Test Kit

·        วัดคลอรีนอิสระและคลอรีนรวม

·        จำเป็นสำหรับการฆ่าเชื้อ

4. Hardness Test Kit

·        วัดความกระด้างด้วยวิธี Titration

·        สำหรับตรวจสอบประสิทธิภาพ Water Softener

ระบบตรวจวัดออนไลน์ (Online Monitoring System)
1. ข้อดีของระบบออนไลน์

·        ตรวจวัดอย่างต่อเนื่อง 24/7

·        แจ้งเตือนทันทีเมื่อค่าผิดปกติ

·        บันทึกข้อมูลอัตโนมัติ

·        ควบคุมระบบอัตโนมัติ

2. พารามิเตอร์ที่ควรติดตั้งออนไลน์

·        pH

·        EC/TDS

·        Turbidity

·        Chlorine Residual

·        Flow Rate

·        Pressure

3. การเชื่อมต่อกับระบบควบคุม

·        SCADA (Supervisory Control and Data Acquisition)

·        PLC (Programmable Logic Controller)

·        IoT Platform สำหรับการตรวจสอบทางไกล

4. ต้นทุน

·        ระบบขนาดเล็ก: 100,000-300,000 บาท

·        ระบบขนาดกลาง: 300,000-800,000 บาท

·        ระบบขนาดใหญ่: > 1,000,000 บาท

มาตรฐานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
มาตรฐานในประเทศไทย
1. มาตรฐานน้ำบริโภค (กรมอนามัย)

·        ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 434 พ.ศ. 2565

·        กำหนดเกณฑ์คุณภาพน้ำบริโภคที่ผลิตและจำหน่าย

·        ครอบคลุมพารามิเตอร์ทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ

2. มาตรฐานน้ำประปา (การประปานครหลวง/การประปาส่วนภูมิภาค)

·        มาตรฐานคุณภาพน้ำประปา พ.ศ. 2563

·        เกณฑ์คุณภาพน้ำที่ส่งถึงผู้ใช้

3. มาตรฐานน้ำเสียอุตสาหกรรม (กรมโรงงานอุตสาหกรรม)

·        ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องกำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้ง

·        เกี่ยวข้องกับคุณภาพน้ำดิบสำหรับการผลิต

4. มาตรฐานน้ำในอาคาร

·        ระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการควบคุมคุณภาพน้ำในอาคาร

·        กำหนดความถี่ในการตรวจสอบและรายงาน

มาตรฐานสากล
1. WHO (World Health Organization)

·        Guidelines for Drinking-water Quality

·        มาตรฐานอ้างอิงหลักระดับโลก

·        ปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

2. US EPA (United States Environmental Protection Agency)

·        National Primary Drinking Water Regulations

·        กำหนดค่า MCL (Maximum Contaminant Level)

·        มีข้อกำหนดเข้มงวด

3. EU Drinking Water Directive

·        Directive (EU) 2020/2184

·        มาตรฐานของสหภาพยุโรป

4. ISO Standards

·        ISO 17025: ความสามารถของห้องปฏิบัติการ

·        ISO 5667: การเก็บตัวอย่างน้ำ

·        ISO 10523, 7888, etc.: วิธีการวิเคราะห์เฉพาะพารามิเตอร์

·        พิจารณา Life Cycle Cost

แนวโน้มอนาคตของการวิเคราะห์น้ำดิบ
1. เทคโนโลยีเซนเซอร์อัจฉริยะ
Smart Sensors

·        เซนเซอร์ขนาดเล็ก ราคาถูกลง

·        การเชื่อมต่อแบบไร้สาย (IoT)

·        การสอบเทียบอัตโนมัติ

·        อายุการใช้งานยาวขึ้น

Multi-analyte Sensors

·        วัดหลายพารามิเตอร์พร้อมกัน

·        ใช้เทคโนโลยี Spectroscopy

·        ผลลัพธ์แบบ Real-time

2. การวิเคราะห์ด้วย AI และ Machine Learning
Predictive Analytics

·        พยากรณ์คุณภาพน้ำในอนาคต

·        คาดการณ์การเกิดปัญหา

·        เตือนล่วงหน้าก่อนเกิดปัญหา

Optimization

·        ปรับพารามิเตอร์การทำงานอัตโนมัติ

·        ลดการใช้สารเคมี

·        เพิ่มประสิทธิภาพระบบ

Pattern Recognition

·        ตรวจจับ Anomaly

·        ระบุแหล่งปนเปื้อน

·        หาความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน

3. Digital Twin Technology
Virtual Simulation

·        สร้างโมเดลระบบน้ำเสมือนจริง

·        ทดสอบสถานการณ์ต่างๆ

·        วางแผนการปรับปรุงระบบ

Real-time Monitoring Integration

·        เชื่อมโยงกับข้อมูลจริง

·        อัพเดทโมเดลอัตโนมัติ

·        การตัดสินใจแบบ Data-driven

4. Portable Lab-on-a-Chip
Miniaturization

·        ห้องปฏิบัติการพกพาขนาดเล็ก

·        วิเคราะห์ได้หลายพารามิเตอร์

·        ผลลัพธ์ใน 15-30 นาที

Field Testing

·        ตรวจสอบ On-site ได้

·        ลดต้นทุนการส่งตัวอย่าง

·        ผลลัพธ์ทันที

สรุป
การวิเคราะห์น้ำดิบและการทำ Baseline Testing เป็นรากฐานสำคัญของการจัดการระบบน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้จัดการสิ่งอำนวยความสะดวกทุกท่านควรตระหนักถึงความสำคัญและนำไปปฏิบัติดังนี้:

1.         Baseline Testing ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุน - ช่วยประหยัดต้นทุนระยะยาว ป้องกันปัญหา และเพิ่มประสิทธิภาพ

2.         การเก็บตัวอย่างที่ถูกต้องเป็นกุญแจสำคัญ - ผลการวิเคราะห์ที่แม่นยำขึ้นอยู่กับการเก็บตัวอย่างที่เหมาะสม

3.         เลือกห้องปฏิบัติการที่มีคุณภาพ - การรับรองมาตรฐานและความเชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญ

4.         การตีความผลต้องครบถ้วน - พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างพารามิเตอร์และคำนวณดัชนีที่เกี่ยวข้อง

5.         การติดตามอย่างต่อเนื่องจำเป็น - Baseline Testing เป็นจุดเริ่มต้น ต้องมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ

6.         ลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสม - เลือกระบบบำบัดและอุปกรณ์ตรวจวัดที่สอดคล้องกับคุณภาพน้ำดิบ

7.         การวางแผนระยะยาว - พิจารณา Life Cycle Cost และเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง

แหล่งอ้างอิง (References)
 
1. American Water Works Association (AWWA). (2021). Water Quality & Treatment: A Handbook on Drinking Water (7th ed.). McGraw-Hill Education.
 
2. American Public Health Association (APHA), American Water Works Association (AWWA), & Water Environment Federation (WEF). (2023). Standard Methods for the Examination of Water and Wastewater (24th ed.).
 
3. World Health Organization (WHO). (2022). Guidelines for Drinking-water Quality (4th ed., incorporating the first and second addenda).
 
4. U.S. Environmental Protection Agency (EPA). (2023). National Primary Drinking Water Regulations. EPA 816-F-09-004.
 
5. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2565). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 434 พ.ศ. 2565 เรื่อง น้ำบริโภค.
 
6. Langelier, W. F. (1936). "The Analytical Control of Anti-Corrosion Water Treatment". Journal of American Water Works Association, 28(10), 1500-1521.
 
7. Snoeyink, V. L., & Jenkins, D. (1980). Water Chemistry. John Wiley & Sons.
 
8. Tchobanoglous, G., Burton, F. L., & Stensel, H. D. (2003). Wastewater Engineering: Treatment and Reuse (4th ed.). McGraw-Hill.
 
9. ISO/IEC 17025:2017. General requirements for the competence of testing and calibration laboratories. International Organization for Standardization.
 
10. ISO 5667-1:2020. Water quality - Sampling - Part 1: Guidance on the design of sampling programmes and sampling techniques. International Organization for Standardization.
 
11. Crittenden, J. C., Trussell, R. R., Hand, D. W., Howe, K. J., & Tchobanoglous, G. (2012). MWH's Water Treatment: Principles and Design (3rd ed.). John Wiley & Sons.
 
12. การประปานครหลวง. (2563). มาตรฐานคุณภาพน้ำประปา พ.ศ. 2563.
 
13. Kemmer, F. N., & McCallion, J. (1979). The NALCO Water Handbook (2nd ed.). McGraw-Hill.
 
14. U.S. EPA. (2016). Optimizing Water Treatment Plant Performance with the Composite Correction Program. EPA 816-R-07-003.
 
15. Letterman, R. D. (Ed.). (1999). Water Quality and Treatment: A Handbook of Community Water Supplies (5th ed.). American Water Works Association.
 
16. กรมโรงงานอุตสาหกรรม. (2560). ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน.
 
17. Benjamin, M. M., & Lawler, D. F. (2013). Water Quality Engineering: Physical/Chemical Treatment Processes. John Wiley & Sons.
 
18. Drinking Water Inspectorate (DWI). (2021). Water Quality Regulations: Guidance on Implementation. UK Department for Environment, Food & Rural Affairs.
 
19. Barceló, D., & Petrovic, M. (Eds.). (2007). Emerging Contaminants from Industrial and Municipal Waste: Occurrence, Analysis and Effects. Springer.
 
20. National Research Council. (2012). Water Reuse: Potential for Expanding the Nation's Water Supply Through Reuse of Municipal Wastewater. The National Academies Press.
 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้